สวัสดีครับ..ช่วงนี้หลายๆมหาวิทยาลัย หลายสถาบันที่เปิดรับตรง และก็เริ่มที่จะสอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์กันแล้ว..วันนี้ พี่ลาเต้ ก็เลยมี วิธีการทำแฟ้มผลงาน หรือ Portfolio อาวุธสำคัญในการสอบสัมภาษณ์มาฝากกันครับ..น้องๆ จะได้ทำกันถูก และเข้าตากรรมการ จนเข้ารอบไปเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้เลยคร๊าบ..
การสอบสัมภาษณ์ หากพูดตรงๆ ตามที่เคยผ่านมา เป็นแค่เพียงการพูดคุยรู้จักเท่านั้นเอง..ไม่มีได้ซีเรียส ไม่ได้หนักหนาวิชาการอะไรมากมาย..ส่วนใหญ่อาจารย์ที่เป็นคณะกรรมการก็จะให้ เราแนะนำตัว และถามประวัติของเรา..และในส่วนตรงนี้แหละหากใครที่มีผลงานเยอะๆ ก็สามารถนำเสนอในช่วงนี้ได้เลย..
โดยการนำเสนอผลงานนั้นก็จะต้องถูกจัดรูปแบบไปอย่างสง่ามีระเบียบ ไม่ใช่เป็นเอกสารหลายๆ แผ่นไปยื่น แต่ถึงขนาดต้องเป็นแฟ้มสวยงาม และสร้างสรรค์ วันนี้พี่ลาเต้ก็เลยมีขั้นตอนการทำแฟ้มผลงาน หรือ Portfolio มาฝากน้องๆ กันครับ..ลองดูซิว่าในแฟ้มผลงาน 1 แฟ้ม จะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง..ไปดูกันเลยครับบบบ..
![]() |
1.หน้าปก
ควรออกแบบให้สะดุดตาไปเลย
แบบเห็นปุ๊บแล้วอยากหยิบขึ้นมาอ่านปั๊บ ถ้าหน้าตาดีก็ใส่รูปตัวเองลงไปได้ นำเสนอตัวเองให้เต็มที่..แต่ที่สำคัญต้องเข้าใจง่ายและมีเนื้อหาครบถ้วน คือ เป็นของใคร ชั้นอะไร เรียนที่ไหน เมื่อไร อย่างไร เหตุใด ฯลฯ [แต่ต้องเน้นส่วนที่เป็นตัวของเราที่สุด ทำออกมาให้เป็นตัวของตัวเอง].. ส่วนนี้ถือเป็นหน้าตาด่านแรกของน้องๆ เลยนะครับ..หากใครที่ไม่ค่อยมีไอเดียบรรเจิด ก็อย่าคิดมากก็เน้นทำแบบสะอาดๆ มีระเบียบก็น่าสนใจไม่น้อยครับ..
2.ประวัติส่วนตัว
นำเสนอตัวเองเต็มที่เช่นกันครับ ถ้าจะให้ดีขอแนะนำให้ทำเป็น 2 ชุด คือ ชุดที่เป็นภาษาไทย และชุดที่เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อ แสดงความสามารถของตนให้แฟ้มดูน่าเชื่อถือมากขึ้น..โดยเนื้อหาที่ใส่ไปก็แนะ นำตัวไปเลย ชื่อ นามสกุล วันเกิด สุขภาพ นิสัย ความชอบ รวมถึงแนวคิด และความคาดหวังในอนาคตของเราที่ทำให้เขารู้จักตัวเรามากที่สุด..ซึ่งจากหน้า นี้แหละเขาจะรู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร..ส่วนฟอนท์ตัวหนังสือ พี่ลาเต้แนะนำให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งเล่มครับ..โดยฟอนท์ที่ดูเรียบร้อย เป็นมืออาชีพ ก็จะมีพวก Angsana, Cordia เป็นต้นครับ…
3.ประวัติการศึกษา
ให้เขียนเรียงลำดับจากการศึกษาที่น้อยสุดมา จบที่ปัจจุบัน โดยเพื่อความแสดงศักยภาพในการเรียน และอาจจะบอกไปด้วยก็ได้ว่า แต่ละระดับที่เราเรียนมานั้นได้เกรดเฉลี่ยรวมเท่าไหร่ แต่หากใครที่ไม่มั่นใจก็เว้นไว้ก็ไม่เป็นไรครับ..รายชื่อโรงเรียนก็เขียนให้ เต็มยศเลยนะครับ..ไม่ควรที่จะย่อ ส่วนระดับก็สามารถแยกเป็น ระดับประถมศึกษา, ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือระดับอาชีวศึกษา เป็นต้นครับ..
4.รางวัล และผลงานที่ได้รับ
เขียน เป็นลักษณะการเรียงลำดับได้เลยครับ..โดยจะกำหนดเป็นปี พ.ศ. ก็จะน่าดูไม่ใช่น้อย เช่น พ.ศ. 2550 มีกิจกรรมอะไรบ้างที่เราเข้าร่วม หรือได้รับรางวัลเกียรติบัตรอะไรบ้าง..หากกิจกรรมที่เราเข้าร่วม มีรูปประกอบด้วย ก็สามารถลงในส่วนนี้ได้เลยครับ ซึ่งส่วนที่เป็นรายชื่อรางวัลที่ได้รับ กับส่วนที่เป็นประมวลภาพควรจะอยู่คนละส่วนกัน ไม่ควรนำมาปนกันในหน้าเดียวกันครับ ซึ่งในส่วนนี้เขียนเป็นผลงาน พร้อมรูปประกอบเท่านั้นนะครับ..อย่าเพิ่งใส่ประกาศนียบัตรลงไป..ส่วนที่เป็น ใบประกาศจะมีอีกส่วนหนึ่งอยู่ด้านท้ายครับ..
5.รางวัลและผลงานที่ประทับใจ
ส่วนนี้จะพิเศษมากกว่าผลงาน ทั่วไปครับ..เพราะเป็นผลงานที่เราภาคภูมิใจ และประทับใจเต็มใจมากๆ ที่จะนำเสนอ..ลักษณะการจัดการเขียนก็คล้ายๆ กับข้อก่อนหน้านี้..แต่สิ่งที่ควรเพิ่มควรจะมีการบรรยายให้ผู้อ่านได้ทราบ ด้วยว่า ผลงานนี้เราภูมิใจอย่างไร เหนื่อยยากอดทนแค่ไหนกว่าจะได้มา..ที่สำคัญอย่าลืมใส่รูปประกอบไปด้วย..จะ ช่วยเพิ่มความน่าสนใจได้ไม่น้อยทีเดียวครับ..
6.กิจกรรมที่ทำระหว่างเรียน น้องๆ คนไหนที่เป็นประธานนักเรียน คณะกรรมการนักเรียน ประธานชมรม หรือเครือข่ายกิจกรรมโรงเรียนต่างๆ ก็สามารถมานำเสนอได้ในส่วนนี้ครับ..ส่วนใหญ่การทำกิจกรรมมักจะไม่มีประกา ศนีบบัตร ซึ่งลักษณะการนำเสนอก็บอกไปเลยว่า ระดับ ม.1 ทำกิจกรรมอะไรบ้าง..ม.2 ม.3 ม.4 ถึง ม.6 ทำกิจกรรมอะไรบ้าง..ตรงส่วนนี้จะรวมถึงการทำงานพิเศษ งานพาร์ทไทม์ก็ได้ ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยการประมวลภาพกิจกรรมที่เราเคยทำ..ข้อนี้ถือเป็นข้อได้ เปรียบ โดยหากใครมีเยอะ ย่อมเป็นที่สนใจของผู้อ่านเยอะเช่นกันครับ..
7.ผลงานตัวอย่าง
หลายคนอาจจะบอกว่ามีความสามารถด้านจัดหน้า ออกแบบหนังสือ หรือผลงานด้านหัตถกรรม ก็มาสามารถนำมาใส่ตรงส่วนนี้ได้..รูปแบบการใส่ของให้มาเป็นรูปภาพ ไม่ควรมาเป็นชิ้นงาน เพราะจะดูรกรุงรังไม่เป็นมืออาชีพครับ..ในที่นี่อาจรวมถึงโครงงานวิทยา ศาสตร์ที่เราเคยทำไว้สมัยเรียนก็ได้..
8.ความสามารถพิเศษด้านต่างๆ
ในส่วนนี้แนะนำให้น้องๆ โชว์ในความสามารถพิเศษที่คนทั่วไปมีอยู่เป็นส่วนน้อยที่สามารถทำได้ หรือเป็นความสามารถพิเศษที่สามารถสอดคล้องกับคณะที่เราต้องการศึกษาต่อ หรือถ้าไม่มี ก็เป็นความสามารถพิเศษทั่วๆ ไป เช่น ร้องเพลง เล่นดนตรี หรือ กีฬา ฯลฯ การเป็นพิธีกรหรือผู้นำเชียร์ ก็ถือเป็นความสามารถพิเศษนะครับ..
จากส่วนประกอบต่างๆ ของแฟ้มสะสมผลงาน พี่ลาเต้ ก็ขอต่อกันด้วยอีกเนื้อหาหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เป็นเรื่องของคณะกรรมการคนหนึ่งท่านคือ อาจารย์วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ เราลองมาดูซิว่า ท่านมีหลักเกณฑ์ในการดูแฟ้มสะสมผลงานอย่างไร..ในที่นี้ขอยกตัวอย่างในการพิจารณา เปรียบเทียบ Portfolio ของนักเรียนสองคน..
– Portfolio
คนที่หนึ่ง เป็นนักเรียนที่เข้าร่วมประกวดถ่ายภาพ และได้รับรางวัล จากการประกวด มีหลักฐานรางวัลต่างๆ แสดงไว้มากมาย.. – Portfolio
คนที่สอง ถึงแม้ไม่เคยรับรางวัลแต่ก็ส่งเข้าร่วมประกวดมากมายเหมือนกัน พร้อมมีรูปงานแสดงภาพถ่ายต่างๆที่ตนเองเข้าร่วมประกวด
ทำแฟ้มผลงาน อย่างไรให้สอบสัมภาษณ์ผ่าน
ทันที่ที่เลือกดูแฟ้ม Portfolio ทั้งสองฉบับ ท่านได้ตัดสินใจว่า..”ผมคงพิจารณาว่า เจ้าของ Portfolio ที่สองน่าจะเป็นผู้ที่เหมาะสมกว่า ถ้าต้องคัดเอาเพียงคนเดียวเพื่อเข้าเรียนสาขาการถ่ายภาพ บางทีแค่การไปร่วมงาน ไปดูงานนิทรรศการที่เราสนใจก็นำมาบันทึกได้ เพราะ Portfolio คือสิ่งที่จะบ่งบอกความสนใจในตัวเรา บางคนสนใจเรื่องวิชาการ ก็เอาเกรด เอารายงานที่ทำระหว่างเรียน เอาเรื่องราวของการทำโครงงานด้านวิชาการต่างๆ ที่เคยทำมาแสดง มาสรุป หรือนำภาพถ่ายของตนเองในงานนั้นๆ มาบันทึกไว้ใน Portfolio ก็ดูน่าสนใจดีครับ”
![]() |
“คนที่สนใจด้านสังคมก็เอากิจกรรมที่ทำมาลง บางทีอาจให้เพื่อนเขียนถึงเราก็ได้ว่าเราดีตรงไหน ประทับใจอะไรเรา ให้ครู พ่อแม่ หรือคนที่เรารู้จักเขียนถึงเราก็ได้ทั้งนั้น ไม่ผิดกติกามีนักเรียนถามว่า การบันทึก Portfolio ต้องมีหลักฐานหรือไม่..สำหรับผมคิดว่าถ้ามีก็ดี ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าผู้อ่านสนใจเขาก็มาถามเราต่อได้ เช่นถ้าเราเคยร่วมกิจกรรมปลูกป่า แต่เราไม่มีรูป เราก็อาจเขียนความประทับใจในงานนั้น โดยไม่มีหลักฐาน ไม่มีคนเซ็นรับรอง ก็ไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ”
นักเรียนที่สนใจด้านเทคโนโลยี อาจทำ Portfolio แบบดิจิตอล คือทำเป็นเว็บ หรือโปรแกรมนำเสนอ ก็ดูน่าสนใจ ใส่ภาพ เสียง ผมว่าน่าจะสนุกครับ เป็นการบ่งบอกความสนใจของเราได้อย่างดี คำถามที่ว่าจะใช้กระดาษอย่างไร ความหนาเท่าไร หรือจำนวนกี่หน้า ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับตัวเรานะ Portfolio ที่แสดงความเป็นตัวเราได้นั่นคือ Portfolio ที่ดี เคยเห็น Portfolio ของนักเรียนที่สนใจด้านศิลปะ ทำออกมาไม่กี่หน้าแต่ออกแบบน่าสนใจ มีทั้งภาพกราฟฟิก และภาพถ่ายที่ตั้งใจทำอย่างดี อย่างนี้เอาไปสมัครเข้าเรียนต่อด้านศิลปะ การออกแบบสื่อ ก็น่าจะประสบความสำเร็จ”
“การที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มมีการกำหนดให้ Portfolio เป็นส่วนหนึ่งของการคัดนักเรียนเข้าเรียนต่อ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าส่งเสริมมากครับ น่าจะมีผลดีกว่าการคัดนักเรียนจากการสอบเพียงอย่างเดียว บางคนไม่เคยคิดเคยทำประโยชน์อะไรให้สังคมส่วนรวมเลย แต่สอบเข้าคณะสังคมสงเคราะห์ อย่างนี้จะหวังให้จบมาทำงานด้านนี้ คงยากครับ การคัดเลือกโดยใช้ Portfolio เป็นส่วนประกอบจึงน่าจะช่วยให้มหาวิทยาลัยได้คัดเอาผู้ที่มีความสนใจ ในสาขาวิชานั้นๆ เข้าไปเรียน ซึ่งจะทำให้นักเรียนเรียนอย่างมีความสุข และประสบความสำเร็จในการเรียน การเรียนต่อ หรือ การทำงานในอนาคตครับ”
ทั้งหมดนี้ก็เป็น ขั้นตอนการทำแฟ้มผลงาน หรือ Portfolio นะครับ..ทำขึ้นมาใครๆ ก็ทำได้..แต่ทำให้สวยให้น่าสนใจ..ทำไม่ได้ทุกคนครับ..สุดท้ายนี้ พี่ลาเต้ ก็ขอฝากให้น้องๆ จงเน้นความเป็นตัวของตัวเองนะครับ..บางสิ่งในตัวเราที่เราคิดว่าไร้สาระ อาจจะน่าสนใจในสายตาคนอื่นๆ ขอให้น้องๆ ทุกคนโชคดี ผ่านข้อเขียน ผ่านการสอบสัมภาษณ์ ทุกคนคร๊าบ..
ที่มา http://www.dek-d.com/content/view.php?id=11693
Filed under: knowledge | Leave a Comment »

